My life now; It's time to begin.

posted on 24 May 2015 16:37 by pennie in PennMe directory Diary, Idea
.
.
.
สึสดียยยยย์
ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า...
 
เรียนจบแล้วโว้ยยยยยยยยย 
/จุดพลุ~
 
ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านเป็นที่เรียบร้อย ใช้ชีวิตแบบไร้ความกดดันทั้งสิ้น ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบล่ะ แต่ก็มาเจอความกดดันอีกรูปแบบ นั่นก็คือ 'ทำงาน'

ที่จริง ก็ถือว่าเรียนจบแล้วล่ะ ปี 4 ล่ะนี่ อาจจะงงว่า 'แกไม่ไปหาการหางานทำเหรอ? หรือจะเรียนต่อมั้ย?'
 
เรื่องเรียนต่อตอนนี้นี่ขอบายยยยยย ไม่ไหวจริงๆ ขอพักดีกว่า ถ้ามีโอกาสได้เรียนก็จะเรียน (ย้ำว่าถ้ามีนะ ฮาาา) เพราะเรียนโทก็ไม่ใช่เรียนง่อยๆ กว้างๆ สโคปมันแคบลงแล้ว ต้องเจาะลึกพอสมควร 
 
ส่วนเรื่องงาน ก็มีรองรับอยู่นะ งานที่บ้านนี่ล่ะ! ฮาาา
 
คืองี้ พี่สาวเปิดบริษัทอยู่ เพิ่งตั้งได้ไม่นาน คนงานยังไม่เยอะ และมันก็ท้องเริ่มแก่ด้วย แม่เลยอยากให้ไปช่วย ถ้าไปทำ ก็คงจะเป็นงานประเภท Admin ดูแลเอกสารไรพวกนี้แหละมั้ง เราก็ โอเค ยังไม่ต้องหางาน ถ้ามันคลอด เลี้ยงลูกอยู่ตัวเมื่อไหร่ ช่วงนั้นก็ค่อยๆ หาไป 
 
 
เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่า เราอยากทำงานอะไรกันแน่นะ เหมือนเป็นคนชอบทำหลายอย่าง ชอบเจอคนบ้าง แต่ไม่ชอบงานบริการแบบถวายตัว อย่างแอร์โฮสเตสไรงี้ คือมันไม่ใช่ชั้น และชั้นก็ไม่แน่นพอ ทั้งหน้า และหุ่น ชั้นไม่ลงทุนแกรรรรร ไม่สามารถให้คนมาส่องหน้าส่องตาหาจุดบกพร่องตามใบหน้าเราได้
 
อีกประเภทงานที่อยากทำมากเลยก็คือ นิตยสาร นี่แหละ โดยเฉพาะพวกอาร์ตเวิร์ค คือเราก็ไม่ได้จบด้านดีไซน์อะไรมาโดยตรง แต่พอเล่น Photoshop และ InDesign ได้ในระดับนึง แต่คือถ้าทำ ก็อยากทำด้านอื่นด้วย คือไม่ใช่แค่อาร์ตไดฯ อย่างเดียวไรงี้ อารมณ์ว่าอยากเป็นบก.ด้วย แต่ถ้าจะเป็นได้คงต้องทำงานถวายหัว เพราะมันดูทุกอย่างจริงๆ และที่สำคัญคือ ต้องทวงงานได้! อันนี้คือเคยโดนมาแล้ว ทำฝ่ายศิลป์นี่แหละ โดนเพื่อนที่เป็นบก.ทวงงานประจำ คือเราอู้เองแหละ รู้สึกผิดต่อเพื่อนมาก ขอโทษ ณ จุดนี้เลย แต่ได้ผ่านมาอ่านนะ ฮาาาาาา
 
 และงานที่น่าสนใจก็พวกบริษัทออแกไนซ์ จัดงานอีเว้นท์ต่างๆ อะไรเทือกนี้ งานการตลาดเองก็ชอบ เพราะเรียนโทเศรษฐศาสตร์มา ถึงแม้จะไม่ได้เรียนแบบเข้มข้นเหมือนคนที่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ หรือการตลาด แต่ก็ได้อะไรเยอะอยู่นะ 
 
 
ที่พูดมาก็ดูเหมือนจะไม่ชัดเจนสักอย่าง สาเหตุนึง เพราะเราเรียนคณะที่ไม่ได้เป็นสายอาชีพ อย่างหมอ วิศวะ ที่รู้เลยว่า กูเรียนจบมาต้องทำงานนี้แหละ คือ จบอักษรศาสตร์ (ศิลปากรนะ) ไง สายงานกว้างและหลากหลายมาก สามารถเจอคนที่เรียนคณะนี้ได้ทุกประเภทงานเลย แง่นึงมันก็ดี ที่สามารถทำอะไรได้หลากหลาย และมีภาษาเป็นใบเบิกทาง แต่อีกแง่ เพราะความที่มันกว้างมาก เลยต้องค้นหาตัวเองนี่แหละ จะดีจะร้ายยังไง ก็คือต้องลงมือทำจริงๆ เพราะถือว่าโตแล้ว บรรลุนิติภาวะล่ะ จะมาเอ้อระเหยไปมาไม่ได้แล้ว เงินทองไม่สามารถเก็บได้ข้างทาง อีกอย่างที่บ้านถึงไม่ลำบาก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะ เขาไม่สามารถหาเลี้ยงเราไปตลอดชีวิตมั้ย ตรงนี้ก็ต้องคิดนะ อย่างน้อยก็ควรจะรับผิดชอบตัวเองได้
 
ตอนนี้ มันก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เหมือนตอนที่เราเรียนจบมอ.หก จะเข้ามหา'ลัย อันที่จริง ก็เคยได้ยินเสมอนะว่า เรียนจบมหา'ลัยแล้ว ต่อไปสิคือของจริง ชีวิตทำงานนี่ชีวิตจริงแล้ว ตอนแรก ก็คิดตามนั้นแหละ แต่พอมาคิดดูอีกที แล้วที่ผ่านมา เราไม่ได้ใช้ชีวิตจริงเหรอ? มันก็ชีวิตจริงเหมือนกันนะ เรามองว่า ทุกสเต็ปของชีวิต มันก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนั้น ตอนเราแรกเราเดินไม่ได้ แต่สักพัก เราตั้งไข่ เราล้มบ้าง แต่เราก็เดินได้ ที่ต้องการจะสื่อก็คือ เรียนจบแล้ว หางานทำ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยาก ยังไง เราก็ต้องเรียนรู้และหาหนทางไป เหมือนกับตอนที่เราเริ่มหัดเดินนั่นแหละ มันอาจจะเจอที่ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง แต่ชีวิตมันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น 
 
แต่ก็ไม่แปลก ที่คนเรามักกลัวที่จะเริ่มต้น กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะมันไม่คุ้นเคย มันคือสิ่งใหม่ แต่ถ้าผ่านมันไปได้ มันก็ดี เราว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ สติและความคิดของเรานี่แหละ โดยเฉพาะกับตัวเอง คิดดี ชีวิตก็ดีอ่ะ คิดว่าเราอยากทำสิ่งนี้ เราต้องทำได้ และมันก็จะทำให้เราทำได้จริงๆ
 
เอาตรงๆ มันก็ไม่ได้ทำง่ายๆ นะ ที่จะเชื่อในตัวเองในทุกๆ เรื่อง มนุษย์เราก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น ตัวเราเองก็ยังทำไม่ได้เลย ที่ดูพูดๆ มานี่ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่หวั่นอะไรกับการเริ่มต้นใหม่หรือการเปลี่ยนแปลง มันเป็นปกติที่ว่าเรากังวล เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะทำอะไร แต่ชีวิต จากประสบการณ์ที่ผ่าน พูดได้เลยว่า ถ้ามัวแต่กลัว ไม่มั่นใจ ละล้าละลัง ไม่ลุย เราก็จะพลาดโอกาสดีๆ ไปเยอะมาก อันนี้พูดจริง คิดอยากทำอะไร คือทำเลย จะใช่ไม่ใช่ ก็ดูกันอีกที (นี่คือเตือนสติตัวเองด้วย ฮาาา)
 
ทั้งนี้ ต่อให้ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปยังไง สุดท้ายแล้วนะ เราก็ยังคงเป็นเราอ่ะ ตรงนี้ต่างหากที่จะไม่เปลี่ยนไป ต่อให้เราเจอสังคมใหม่ คนใหม่ มีความคิดที่ต่างจากเดิมเล็กน้อย หรือแต่งตัวดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ตัวเราก็ไม่เปลี่ยน เรากลับบ้านมาเราก็ยังมีแม่คนเดิม พ่อคนเดิม พี่น้องคนเดิม ครอบครัวเดิม และก็เป็นตัวเองอยู่เสมอ นั่นแหละ Cool.
 
 
อัพบล็อคตอนนี้ ก็นึกถึงเพลงนี้เลย It's Time ของ Imagine Dragon 
 
 
เป็นเพลงที่เราชอบมาก เรารู้จักตอนดูหนังเรื่อง The Perk of Being a Wallflower หนังโปรดในดวงใจเรา <3 (ไว้จะมาอัพบล็อคเกี่ยวกับหนังเรื่องนะ Cry)
 
ถือได้ว่าเป็นเพลงที่ตรงกับชีวิตเรา รวมถึงชีวิตทุกคนด้วย เนื้อเพลง ใจความมันก็ตามที่เราเล่านั่นแหละ ต่อให้เริ่มต้นใหม่สักกี่ครั้ง เราก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม :)
 
 
It's time to begin, isn't it?
I get a little bit bigger but then I'll admit
I'm just the same as I was
Now don't you understand
I'm never changing who I am
 
 
ปล. อยากไปดูคอนเสิร์ต Imagine Dragon T.T~~~
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet